วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ยอดขุนพลลิโป้กับจันทร์หลบโฉมสุดา



( ยอดขุนพลลิโป้กับเตียวเสี้ยนผู้ไม่มีจริง )

   เมื่อพูดถึงยอดขุนพลที่มีความสามารถในด้านการรบที่เก่งกาจที่สุดในยุคสามก๊กเราก็คงจะนึกถึงขุนพลอยุ่ไม่กี่คนและคนแรกๆที่จะนึกถึงก็คือลิโป้อย่างแน่นอน ลิโป้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญในการรบเป็นอย่างมากจนมีคำกล่างที่ว่า '' ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ ''

1. อัตชีวประวัติของลิโป้

   ลิโป้ หรือ หลู่ปู้ ( Lu Bu ) ชื่อรองหรือฉายาคือ เฟิ่งเซี่ยน ( Fengxian ) ปีเกิดไม่แน่ชัดแต่เฉินโซ่วบันทึกในจดหมายเหตุสามก๊กชีวประวัติลิโป้ คาดว่าราวปี ค.ศ.156 เป็นชาวเมืองอู่เหยียน มณฑลซานซี ถิ่นกำเนิดของลิโป้อยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งบรรดาขุนพลและนักรบชื่อดังในประวัติศาสตร์จีนหลายต่อหลายคนที่มีความเก่งกาจในการรบบนหลังม้าเป็นพิเศษนั้น ต่างก็มีพื้นเพเดิมมาจากตอนเหนือด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งในยุคสามก๊กนั้นได้ปรากฎเหล่ายอดนักรบผู้กล้าบนหลังม้าขึ้นมาสร้างชื่อเสียงและวีรกรรมไว้มากมาย เช่น กวนอู จูล่ง เตียวเลี้ยว ม้าเฉียว เป็นต้น

2. วีรกรรมยอดนักรักของลิโป้กับนางเอกผู้ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์

   ในวรรณกรรมสามก๊กที่แต่งขึ้นโดยหลอก้วนจงนั้นได้เขียนถึงบทบาทของลิโป้ให้เป็นยอดนักรักกับสาวงามผู้หนึ่งที่ชื่อว่าเตียวเสี้ยนและได้วางบทบาทให้เตียวเสี้ยนนั้นเป็นตัวแปรที่สำคัญในการใช้มือของลิโป้ในการล้มอำนาจของตั๋งโต๊ะแต่หารู้ไม่ว่าเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์นั้นเตียวเสี้ยนมีตัวตนจริงๆหรือไม่วันนี้เราจะมาหาคำตอบด้วยกันครับ

2.1 บทบาทของเตียวเสี้ยนด้วยปลายพู่กันของหลอก้วนจง

   บทบาทของเตียวเสี้ยนในปลายพู่กันของหลอก้วนจงนั้นได้วางบทบาทของเตียวเสี้ยนไว้เป็นตัวแปรสำคัญของแผนหญิงงามที่ต้องการยุให้ลิโป้และตั๋งโต๊ะต้องแตกคอกันแล้วยืมมือของลิโป้ให้ฆ่าตั๋งโต๊ะในการวางบทบาทของเตียวเสี้ยนนั้นได้วางให้ตั๋งโต๊ะมาลอบเป็นชู้กับเตียวเสี้ยนเพื่อให้ลิโป้เกิดความหึงหวงและให้ลิโป้ได้เล่นบทรักในนิยายได้อย่างกินใจผู้อ่านเป็นอย่างมากและอาจจะเรียกได้ว่าเตียวเสี้ยนในปลายพู่กันของหลอก้วนจงในการเล่นบทรักกับลิโป้และบทเป็นชู้ของตั๋งโต๊ะนั้นได้มีความกลมกล่อมเป็นอย่างมากจนนำมาซึ่งตอนที่ประทับใจคนอ่านสามก๊กฉบับนิยายได้อย่างกลมกลืนจริงๆ

2.2  เตียวเสี้ยนมีจริงหรือไม่ ?

   เรื่องราวของเตียวเสี้ยนในทางประวัติศาสตร์นั้นยังมีข้อสรุปที่ไม่แน่ชัดนักวิชาการหลายๆท่านก็ได้สรุปและมีความเห็นที่ไม่ตรงกันซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น ผู้เขียนจะสรุปข้อเท็จจริงทั้งสองฝั่งเพื่อเป็นข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ที่แต่ละฝั่งต่างก็มีหลักฐานมาอ้างอิงกันให้ได้อ่านและศึกษาร่วมกันนะครับ

( ข้อสันนิษฐานว่าเตียวเสี้ยนมีจริง ) 

- ได้มีผู้ค้นพบเค้าเงื่อนในหนังสือฮั่น - ซูทงจื้อ ( บันทึกเรื่องราชวงศ์ฮั่น ) ว่า '' เมื่อโจโฉยังไม่ได้เป็นใหญ่ ได้ชักจูงตั๋งโต๊ะให้ถวายเตียวเสี้ยนเพื่อทำให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ลุ่มหลง
- เลียง เสถียรสุต พบข้อมูลในเรื่องอ่านเล่นเรื่องหนึ่งของจีนว่า ในระหว่างที่โจโฉตั้งกองทัพปราบโจร ได้ไปหาตั๋งโต๊ะและยกผู้หยิงคนหนึ่งชื่อเตียวเสี้ยนให้
  ข้อมูลและข้อวินิจฉัยเรื่องเตียวเสี้ยนของเลียง เสถียรสุต ได้สอดคล้องกับบันทึกในฮั่นซูทงจื้อ โจโฉคงจะเป็นผู้นำหญิงผู้นี้ไปให้ตั๋งโต๊ะและแนะนำให้นำไปถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้อีกต่อหนึ่ง
- ยังมีตำนานที่เล่าว่า กวนอูเป็นผู้ลงมือสังหารเตียวเสี้ยนท่ามกลางแสงจันทร์ด้วยเป็นตำนานที่โด่งดังมาก

( ข้อสันนิษฐานว่าเตียวเสี้ยนไม่มีจริง )

- เรื่องราวของเตียวเสี้ยนไม่มีปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุสามก๊กฉบับเฉินโซ่วหรือบันทึกประวัติศาสตร์อื่นๆ ในยุคนั้นเลยเท่าที่ปรากฎในจดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซ่วได้ระบุว่า ลิโป้มีใจเสน่หากับนางกำนัลใกล้ชิดตั๋งโต๊ะคนหนึ่งแล้วเกิดความหวาดกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะล่วงรู้และบันดาลโทสะ
- มีทฤษฏีหนึ่งที่น่าสนใจกล่าวว่า เรื่องของเตียวเสี้ยนแท้จริงอาจหมายถึง '' นางตู้สี '' ภรรยาของฉินอี๋ลู่ซึ่งเป็นลูกน้องของลิโป้ เรื่องราวนี้มีปรากฎในจดหมายเหตุสามก๊กบทประวัติกวนอู ซึ่งเผยซงจือได้อ้างอิงจากบันทึกฝ่ายจ๊กก๊กว่า ในระหว่างที่โจโฉกับเล่าปี่ร่วมกันปิดล้อมลิโป้ไว้ที่เมืองแห้ฝือนั้น กวนอูได้แจ้งให้โจโฉทราบว่า ลิโป้ได้ส่งฉินอี๋ลู่ออกไปนอกเมืองเพื่อไปขอทัพหนุนจากอ้วนสุดกวนอูจึงขอโจโฉว่า ถ้าตีเมืองแตกแล้วตนจะขอรับภรรยาของฉินอี๋ลู่ไว้ โจโฉก็รับปากตามนั้น
   แต่หลังจากใกล้ตีเมืองแตก กวนอูก็เข้ามาย้ำเรื่องนี้กับโจโฉอีก โจโฉรู้สึกแปลกใจว่านางตู้สีจะงดงามมาก ดังนั้นเมื่อเมืองแตก โจโฉก็ได้เห็นนางตู้สีแล้วเก็บนางไว้เอง กวนอูไม่พอใจโจโฉในเรื่องนี้มาก ดังนั้นจึงอาจเกิดความสับสนระหว่างเตียวเสี้ยนและนางตู้สี หรือเป็นที่มาของเรื่องนางเตียวเสี้ยนก็ได้ 

   ผู้เขียนมองว่าจากข้อความข้างต้นนั้นมีความคลุมเครือในเรื่องหลักฐานอ้างอิงในทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีข้อมูลในการอ้างอิงความเชื่อของตนเองแต่ก็ขอสรุปว่าเรื่องราวของเตียวเสี้ยนนั้นยังต้องมีการศึกษาและค้นคว้าต่อไปครับผม

3. เกร็ดประวัติม้าเซ็กเธาว์ของลิโป้

   เซ็กเธาว์  ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นม้าพันธ์ดีที่มีชื่ออยู่ในวรรณกรรมอันโด่งดังสามก๊กโดยผู้ที่เป็นเจ้าของที่ได้ปรากฎชื่ออยู่ในวรรณกรรมนั้น คือ ลิโป้และกวนอูโดยเรื่องราวของม้าเซ็กเธาว์ตามวรรณกรรมนั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นม้าที่วิ่งได้วันละพันลี้และมีความแข็งแรงเป็นอย่างมากและที่สำคัญม้าเซ็กเธาว์นั้นมีจริง
   ประเทศเติร์กเมนิสถานเป็นถิ่นกำเนิดของ “ม้าเหงื่อโลหิต” หรือม้า Akhal-tekin (มาจากชื่อเผ่า Teke ในเติร์กเมนิสถาน, Akhal แปลว่า บริสุทธิ์, Akhal-teke จึงแปลว่า สายเลือด Teke บริสุทธิ์ )  ม้าพันธุ์นี้มีขนาดได้สัดส่วน รูปร่างปราดเปรียว ขนสีทองของมันเมื่อสะท้อนกับแสงแดดจะเป็นประกายสวยงามอย่างมาก นอกจากนี้มันยังเป็นม้าที่ชอบวิ่งอีกด้วย ปัจจุบันทั่วโลกมีม้าเหงื่อโลหิตเพียงแค่ 3,000 ตัว
   ในจำนวนดังกล่าว มี 2,000 ตัว อยู่ในประเทศเติร์กเมนิสถาน(เติร์กเมนิสถาน ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลาง มีพรมแดนติดกับคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน อิหร่าน และเติร์กเมนิสถานเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต)   โดยเติร์กเมนิสถานเตรียมการกำหนดให้ม้าเหงื่อโลหิตเป็นสมบัติของชาติ นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็นสัญลักษณ์ของม้าเหงื่อโลหิตได้ในสัญลักษณ์ประจำชาติและเหรียญกษาปณ์
   นักวิชาการสมาคมธุรกิจเพาะพันธุ์ม้าของจีน กล่าวว่า ม้าเหงื่อโลหิตมีแหล่งกำเนิดที่เขตโอเอซิส ประเทศเติร์กเมนิสถาน ผ่านการเพาะเลี้ยงมานานนับ 3,000 ปี จนกลายเป็นม้าสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่ง เนื่องจากม้าเหงื่อโลหิตมีฝีเท้าเร็ว ความอดทนสูง มักจะใช้เป็นพาหนะในการเดินทางระยะไกล และใช้ในพิธีการเดินสวนสนาม ปัจจุบันในระดับสากล มีราคาสูงสุดถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เหงื่อของม้าพันธุ์นี้เป็นสีแดงเนื่องจากปรสิตที่เกาะที่ผิวหนัง ทำให้เหงื่อของม้ามีเลือดเจือปน   พวกมันจึงถูกขนานนามให้เป็น“อาชาจากสวรรค์” 
ภาพม้าเหงื่อโลหิต
ภาพลิโป้ขี่ม้าเซ็กเธาว์จากซีรี่ส์สามก๊ก 2010

ติวเตอร์บูม เขียนและค้นคว้า

( อ้างอิง )

ยศไกร ส.ตันสกุล. ( 2556 ). จดหมายเหตุสามก๊ก ฉบับ เฉินโซ่ว.กรุงเทพฯ:ปราชญ์.
- ยศไกร ส.ตันสกุล. ( 2560 ). สารพันคำถามเรื่องจริงหรือแต่งเสริมในจดหมายเหตุสามก๊กฉบับเฉินโซ่ว.กรุงเทพฯ:สยามความรู้
- ถาวร สิกขโกศล. ( 2551 ). สี่ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน.กรุงเทพฯ:สร้างสรรค์บุ๊คส์
http://www.komchadluek.net/news/women/255355
   


ศิลปะการเมืองในสามก๊ก


( ศิลปะการเมืองในสามก๊ก )


   เมื่อพูดถึงวรรณกรรมสามก๊กเราอาจจะมองเห็นได้ว่าวรรณกรรมสามก๊กนี้สามารถที่จะเป็นแม่บทของหลักการทางการเมืองได้ในหลายๆแง่ไม่ว่าจะทั้งในแง่ของศิลปะบริหารหรือศิลปะทางการเมืองและอีกหลากหลายศิลปะที่วรรณกรรมชิ้นนี้ได้สอดแทรกเนื้อหาและหลักการต่างๆไว้อย่างมากมาย และวรรณกรรมสามก๊กได้สอดแทรกหลักการอะไรไว้บ้าง วันนี้ข้าพเจ้าจะมาอธิบายถึงหลักการในวรรณกรรมสามก๊กให้ได้อ่านกัน

1. หลักการบริหาร

   วรรณกรรมสามก๊กนั้นได้สอดแทรกถึงหลักการบริหารไว้อย่างไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ เช่น ในเรื่องของการจัดองค์กรที่ในวรรณกรรมสามก๊กนั้นได้เอาประวัติศาสตร์ในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคแห่งความอ่อนแอของราชวงศ์ฮั่น โดยการจัดองค์กรในสมัยโบราณนั้นก็จะใช้ระบบแบบศักดินาที่มีฮ่องเต้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐแต่ในทางกลับกันประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊กนั้นองค์ฮ่องเต้กลับไม่มีอำนาจที่จะแรกได้ว่าแทบไม่มีอยู่เลยโดยอำนาจส่วนใหญ่กลับไปอยู่ที่ขุนนางกังฉินที่คอยแต่จะสร้างความตกต่ำให้แก่บ้านเมืองในยุคนั้น และตัวอย่างของขุนนางที่มีอำนาจและคอยทำลายบ้านเมืองที่เป็นแบบอย่างได้อย่างชัดเจนก็คือ เหล่าสิบขันที(十常侍) หรือ ตั๋งโต๊ะ(董卓) เป็นต้น

   ในวรรณกรรมสามก๊กก็ยังได้สอนถึงหลักการในการใช้คนในองค์กรไว้อีกด้วยซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าหลักจิตวิทยาในฝั่งตะวันออกนั้นก็ไม่แพ้ของตะวันตกเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นจุดเด่นในการใช้คนของโจโฉที่ไม่ได้สนว่าคนที่ตัวเองใช้นั้นจะเป็นคนดีหรือคนเลวแต่ขอทำงานที่ได้รับมอบหมายนั้นสำเร็จเป็นพอซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลักการทางการเมืองของจีนในยุคของ เติ้ง เสี่ยว ผิง แล้วจึงมีความเหมือนอย่างชัดเจน ด้วยวาทะกรรมอมตะที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำขอให้จับหนูได้เป็นพอ ตัวอย่างนึงของหลักการบริหารอย่างนึงที่โจโฉ(曹操)สามารถที่จะรวบรวมคนเก่งมีฝีมือให้มารับใช้ตนได้อย่างนึงคือ การให้ยศศักดิ์และเงินทอง ซึ่งเมื่อเรามาดูให้ลึกแล้วเราจะเห็นว่าในการที่เอาผลประโยชน์ เงินทอง ยศศักดิ์มาเป็นตัวล่อคนเก่งแล้วมันจะเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์พอดีและโจโฉก็ใช้หลักการนี้เองในการนำคนเก่งมีฝีมือเข้ามาสวามิภักดิ์กับตน และเมื่อโจโฉสามารถมีคนเก่งเข้าร่วมแล้วโจโฉก็จะใช้คนเก่งชวนคนเก่งเข้าร่วมอีกทอดหนึ่ง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ซุนฮก(荀彧)ชวน กุยแก(郭嘉)เข้ามารับใช้โจโฉและก็ใช้คนเก่งชวนคนเก่งต่อๆมาเป็นทอดๆ เป็นต้น

2. หลักการพิชัยสงครามทางทหาร

   วรรณกรรมสามก๊กนั้นไม่ได้พูดถึงแค่ในแง่ของหลักการบริหารเท่านั้น ทว่าในการสงครามนั้นก็ได้แฝงไว้อย่างมายมายแทบตลอดทั้งเรื่องเพราะว่าสามก๊กนั้นในช่วงหลังๆนั้นเจ้าเมืองเล็กเมืองน้อยก็ได้ถูก โจโฉ(曹操) เล่าปี่(劉備) ซุนกวน(孫權) ไปรวบรวมดินแดนจนสามารถที่จะสร้างความเป็นใหญ่กลายเป็นสามก๊กในยุคต่อมาได้

ตัวอย่างสงครามตามตำราพิชัยสงคราม ( ศึกเซ็กเพ็ก หรือศึกผาแดง)
ศึกผาแดง(赤壁之戰) คือ ตัวอย่างของการสงครามที่สวยงามที่เกิดขึ้นเพราะก่อนที่ศึกเซ็กเพ็กจะเกิดขึ้นนั้นแต่ล่ะฝ่ายทั้งฝ่าย วุยก๊ก ก็ได้วางแผนที่จะลงใต้โดยมีกองทหารที่มากกว่าของ ทัพซุนกวนกับเล่าปี่รวมกัน แต่เนื่องด้วยแผนการที่จิวยี่(周瑜)กับขงเบ้งได้ร่วมกันคิดนั้นที่ก่อนจะเปิดศึกก็ได้ใช้กลอุบายบั่นทอนความเข้มแข็งของวุยก๊กก่อนที่จะเกิดศึกเซ็กเพ็กจึงทำให้ความได้เปรียบของวุยก๊ก(魏國)นั้นถูกลดทอนลงมาจนถึงสงครามจริงๆทั้งบริบทสภาพแวดล้อมของทางใต้ที่เอื้ออำนวยแก่ 

ง่อก๊ก(吳國) และ จ๊กก๊ก(蜀國) ความได้เปรียบก็มาอยู่ที่พันธมิตร จ๊กก๊ก ง่อก๊ก จนสุดท้ายชัยชนะก็ตกมาอยุ่ที่ฝ่ายของ จ๊กก๊กและง่อก๊ก

   ในก่อนสงครามเซ็กเพ็กนั้นการวิเคราะห์ของศัตรูและฝั่งตรงข้ามนั้นได้เข้าหลักการของตำราพิชัยสงครามซุนวูในหลักของการ ประเมินศึก ซึ่งไม่ว่าจะ จิวยี่(周瑜) ขงเบ้ง(孔明) หรือโจโฉ( 曹操 )ก็ต่างได้ประเมินความเป็นไปได้ในการทำสงครามว่าฝ่ายตนเองจะชนะหรือไม่

ตัวอย่างสงครามตามตำราพิชัยสงคราม (ก่อนศึกกัวต๋อ กรณี กุยแก วิเคราะห์)

ในสงครามกัวต๋อ(官渡之戰)ซึ่งเป็นศึกระหว่างโจโฉ กับ อ้วนเสี้ยว(袁紹)นั้นโจโฉได้เป็นกังวลอย่างมากในก่อนทำศึกด้วยเหตุผลที่ว่าทัพของโจโฉนั้นมีน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า และกุยแกนี่เองก็ได้วิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของทัพโจโฉและอ้วนเสี้ยวที่จะบอกถึงความได้เปรียบเสียเปรียบก่อนทำศึกจริงซึ่งจะสามารถบ่งบอกได้ว่าทัพใครที่สามารถที่จะมีชัยได้มากกว่ากัน

อ้วนเสี้ยวภาพจากซีรี่ส์สามก๊ก 2010

( บทวิเคราะห์ของกุยแก )

- อ้วนเสี้ยวนั้นเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง มีพิธีรีตรองมาก ส่วนตัวท่านไม่ถือเนื้อถือตัว ถืออย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไ

- อ้วนเสี้ยวเป็นคนชอบขัดคอคนและโอหัง แต่ท่านเป็นคนประนีประนอม รู้จิตใจคน

- นับแต่พระเจ้าฮวนเต้(漢桓帝) กับ พระเจ้าเลนเต้(漢靈帝)เป็นต้นมา การบ้านเมืองถูกปล่อยปละละเลยตามยถากรรม อ้วนเสี้ยวก็ไม่เอาธุุระ ส่วนท่านเอาจริงเอาจังเด็ดขาด ทำให้งานเดินดีอยู่เสมอ

- อ้วนเสี้ยวเป็นคนหน้าซื่อใจคด ปากดี ใจร้าย จะทำอะไรก็เห็นแต่ญาติพี่น้องของตัวเท่านั้น ส่วนท่านภายนอกดูง่าย ภายในก็สะอาดเปิดเผย รู้จักใช้คนดีมีสติปัญญาสามารถ

- อ้วนเสี้ยวเป็นคนมีอุบายมากแต่ความเด็ดขาดมีน้อย ส่วนท่านเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดและถูกต้อง

- อ้วนเสี้ยวชอบแต่คนที่มีหน้ามีตา มีชื่อเสียง ส่วนท่านนั้นใครดีก็ชอบ ไม่เห็นแก่ชื่อเสียงเป็นใหญ

- อ้วนเสี้ยวเลี้ยงแต่คนใกล้ชิด ใครอยู่ห่างก็ไม่เอาใจใส่ ส่วนท่านนั้นเลี้ยงคนซึ่งอยู่ใกล้หรือไกลเสมอหน้ากัน สุดแต่คุณความสามารถ

- อ้วนเสี้ยวชอบฟังแต่คำยุให้รำตำให้รั่ว และเชื่อผิดทำผิด ส่วนท่านนั้นถึงใครจะยุแหย่ถึงปานใดท่านก็เป็นตัวของท่านเองเสมอ ใคร่ครวญเหตุผลด้วยตัวเอง

- อ้วนเสี้ยวแยกผิดแยกถูกไม่เป็น มักเอาผิดเป็นถูก เอาถูกเป็นผิด คละเคล้าปะปนกันไปหมด ส่วนท่านนั้นปฏิบัติตามก๊กหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด จึงปกครองคนได้เป็นอย่างดี

- อ้วนเสี้ยวไม่รู้แจ้งในกลศึกและพิชัยสงคราม ส่วนท่านั้นเป็นยอดในการรบ ถ้ามีกำลังน้อยก็สามารถเอาชนะข้าศึกผู้มีกำลังมากได้

( ผลสุดท้ายชัยชนะของสงครามระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยวก็ตกเป็นของฝ่ายโจโฉตลอดมา )

3. หลักการเมืองการปกครอง

ในสามก๊กนั้นศิลปะในการปกครองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แต่ล่ะกีกอีกเช่นกันโดยผู้ปกครองในแต่ล่ะก๊กต่างก็มีจุดเด่นในการปกครองที่แตกต่างกัน

- โจโฉ ปกครองโดยการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแต่มีการแบ่งงานกันทำ

- เล่าปี่ ปกครองคนโดยใช้คุณธรรมครองใจคน

- ซุนกวนปกครองคนโดยสามารถผสานความต่างของขุนศึกซึ่งมีอายุที่แตกต่างกันและให้ความสำคัญรวมถึงเอาใจใส่ขุนศึกทุกคนเป็นอย่างดี

( หลักการหานเฟยกับกรณีม้าเจ็กกับขงเบ้ง )

   หลักการของหันเฟย(韓非)นั้นจะเน้นในความเข้มงวดของกฏหมายเป็นหลักซึ่งจุดประสงค์นั้นก็เพื่อความเด็ดขาดของกฏหมายในการลงโทษผู้กระทำความผิดและในกรณีของม้าเจ็ก(馬謖)ที่อาสาไปรักษาเมืองเกเต๋ง(街亭)แต่สุดท้ายด้วยความที่ม้าเจ็กประมาทคู่ต่อสู้จึงทำให้แพ้ศึกมาแต่เนื่องด้วยการรับปากของม้าเจ็กกับขงเบ้งที่ว่าถ้าแพ้ศึกมานั้นจะต้องถูกลงโทษทางวินัยทหารซึ่งโทษของการแพ้ศึกนั้นคือการประหารชีวิต และขงเบ้งเองด้วยความที่ต้องยึดกฏหมายไว้ก่อนจึงต้องสั่งประหารชีวิตม้าเจ็กไปด้วยทั้งน้ำตานั้นก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานและแบบอย่างของความเด็ดขาดของแม่ทัพในการทำศึกและความเด้ดขาดนี้นี่เองก็จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้กองทัพนั้นมีเอกภาพและความเข้มแข็ง

สรุป วรรณกรรมสามก๊กนั้นมีคุณค่าแก่การศึกษาต่อศาสตร์หลายๆด้านโดยแท้ไม่ว่าจะทั้งการบริหาร การเมืองการปกครอง หรือการทหารก็ตาม เพราะว่าหลักการต่างๆเหล่านี้นั้นได้แฝงไปด้วยข้อคิดและหลักการเมืองการปกครองต่างๆไว้อย่างมากมายซึ่งเหมาะแก่การศึกษาเป็นแม่นมั่น

ซ้ายอองเป๋งขวาม้าเจ๊กภาพจากซีรี่ส์สามก๊ก 2010


Poonsak Liurat พิสูจน์อักษรภาษาจีน

( อ้างอิง )

- บุญศักดิ์ แสงระวี. ( 2541 ). ศิลปะการใช้คนในสามก๊ก.กรุงเทพ:สุขภาพใจ.
- ทองแถม นาถจำนง. ( 2555 ). กลยุทธ์สามก๊ก.นนทบุรี:ศรีปัญญา.
- บุญศักดิ์ แสงระวี. ( 2552 ). ตำราพิชัยสงครามซุนวู.กรุงเทพ:สุขภาพใจ.
- เสถียร จันทิมาธร. ( 2557 ). ผลงานในทางความคิดของกุยแกที่ส่งผลสะเทือนต่อโจโฉ.วิถีแห่งสุมาอี้,45-46.
- ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์. กลยุทธ์หานเฟย.นนทบุรี:ศรีปัญญา.

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ขงเบ้งคิดแผนยุทธศาสตร์หลงจงจริงหรือไม่


( ขงเบ้งคิดแผนยุทธศาสตร์หลงจงจริงหรือไม่ )

   เมื่อจะกล่าวถึงยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊กที่อาจจะเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในเรื่องของความรอบรู้ในทุกศาสตร์และทุกแขนงคงจะหนีไม่พ้นยอดคนที่ชื่อว่าขงเบ้งยอดกุนวือแห่งจีกก๊กผู้ที่ทำให้ชายที่ทอเสื่อขายอย่างเล่าปี่ที่รบพ่ายแพ้มาหลายสิบปีได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งจ๊กก๊กและก็เป็นก๊กที่คานอำนาจกับวุยกีกและง่อก๊กได้อย่างเห็นเลือดเห็นเนื้อ
   
   ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นใหญ่ได้นั้นถ้าหากขาดแผนยุทธศาสตร์หลงจงของขงเบ้งไปแล้วไซร์มีหรือที่คนทอเสื่อขายอย่างเล่าปี่จะสามารถเป็นใหย่ในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กได้และวันนี้ผู้เขียนคงจะไม่ได้มาเล่าประวัติสาสตร์ในเรื่องนี้ให้ผู้อ่านได้อ่านกันครับแต่วันนี้ผู้เขียนจะมาเขียนถึงแผนยุทธสาสตร์หลงจงว่าจริงๆแล้วขงเบ้งเป็นคนคิดก่อนเป็นคนแรกจริงหรือไม่พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแผนนี้ให้ผู้อ่านได้ร่วมศึกษาไปด้วยกันครับ

1. ประวัติขงเบ้งโดยสังเขป

  
   ขงเบ้ง มีชื่อรองว่า จูกัดเหลียง ( จูเก่อเหลียง ) ขงเบ้งเกิดที่อำเภอหยางตู ( หยังตู ) เมืองหลังหยา ( หลังเอ๋ย์ ) ในปัจจุบันนี้คืออำเภอจูเฉิง มณฑลชานตง ( ซานตุง ) ขงเบ้งสืบสกุลมาจากจูเก๋อฟง สามก๊กบางเล่มว่าจูเก๋อกุยก็มี จุกัดกุยก็มี ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าใครถูกใครผิด แต่ที่แน่นอนก็คือ เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ของบิดา ซึ่งรับราชการเป้นปลัดเมืองไท่ซาน ( ขุนเขาใหญ่ ) ส่วนมารดาของเขาชื่อเจียงซื่อ ( เจียงสี ) แซ่จูเก๋อ ( จูกัด ) ชื่อที่แท้จริงของขงเบ้ง คือ เหลียงหรือเลี่ยง จึงมีคนเรียกว่า จูกัดเหลียง

2. ยุทธศาสตร์หลงจงแผนการสะท้านแผ่นดิน
   
   สิ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญเลื่องลือมาในประวัติศาสตร์สามก๊กที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเล่าปี่นั่นก็คือการแนะนำบุคคลสำคัญจากซีซีและสุมาเต็กโชให้แก่เล่าปี่ถึงบุคคลผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเล่าปี่จากผู้ที่ไม่มีเมืองและที่ตั้งมั่นเป็นของตนเองจนได้กลายมาเป็นหนึ่งในสามก๊กในเวลาต่อมาบุคคลผู้นั้นก็คือ ‘’ ขงเบ้ง ‘’ เล่าปี่ต้องเดินทางไปหาขงเบ้งถึง 3 ครั้ง 3 คราถึงจะได้ประสบพบเจอกับท่านอาจารย์มังกรหลับในครั้งที่สามทีเล่าปี่ได้พบกับขงเบ้งนั้นคือการพบกันครั้งสำคัญที่ได้เบิกพระเนตรของเล่าปี่ถึงแผนยุทธศาสตร์ในการเป็นมหาอำนาจของเล่าปี่แผนนั้นมีชื่อว่า ‘’ ยุทธศาสตร์หลงจง ‘’

( ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์หลงจง )

   ขงเบ้งกับเล่าปี่ได้พุดคุยกันเรื่องยุทธศาสตร์หลงจงซึ่งมีข้อความ ดังนี้
   
   นับตั้งแต่ตั๋งโต๊ะ (ต่งจั่ว) เผด็จการเป็นต้นมา ผู้แกล้วกล้าต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ไปทั่ว ผู้ที่ยึดครองได้ไม่กี่เมืองมีมากนับไม่ถ้วนโจโฉเมื่อเทียบกับอ้วนเสี้ยว ชื่อเสียงด้อยกว่า กำลังทหารน้อยกว่า แต่โจโฉกลับชนะอ้วนเสี้ยว มิใช่เพราะโอกาสดีเท่านั้น แต่เป็นผลมาจากสติปัญญาทางการเมืองอันสูงส่ง ขณะนี้โจโฉมีไพร่พลร้อยกว่าหมื่น อีกทั้งเชิดฮ่องเต้เป็นหุ่นบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวง ไม่อาจต่อสู้ชิงชัยด้วยได้ ส่วนซุนกวนยึดครองเมื่องกังตั๋งมาตั้งแต่พ่อและพี่ถึงสามชั่วคนแล้ว กังตั๋งชัยภูมิดี ราษฎรจงรักสามัคคี คนเก่งเรืองปัญญาได้ทำงานสำคัญ เราผูกมิตรด้วยได้ แต่จะยึดครองไม่ได้ เกงจิ๋วด้านเหนือคุมแม่น้ำฮั่นกับแม่น้ำเหมี่ยนสองสาย ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตะวันออกเชื่อมต่อเมืองง่อกุ๋น (อู๋จวิ้น-มณฑลเจียงซู) และเมืองห้อยเข (ไคว่จี-มณฑลเจ้อเจียง) ตะวันตกทะลุไปถึงปาและจ๊ก (สู่) ทั้งสองเมือง (คือมณฑลเสฉวน) เกงจิ๋วจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่นักการทหารต้องแย่งชิงกัน แต่เล่าเปียวไม่มีกำลังความสามารถที่จะปกครองได้ เป็นดินแดนที่สวรรค์ส่งมาช่วยท่านขุนพล (เล่าปี่) มณฑลเอ๊กจิ๋วนั้นชัยภูมิคับขันเข้าตียาก พื้นที่อุดมสมบยูรณ์กว้างใหญ่ เป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยมองค์ปฐมวงศ์ฮั่นโกโจ (ฮั่นเกาจู่) อาศัยถิ่นนี้เป็นที่มั่นจึงตั้งตัวเป็นกษัตริย์สำเร็จ เล่าเจี้ยง (หลิวจาง) ข้าหลวงมณฑลเอ๊กจิ๋วเป็นคนขลาดเขลาเบาปัญญา เตียวฬ่อ (จางหลู่) ยึดครองฮันต๋ง (ฮั่นจง) อยู่ทางเหนือ ผู้คนมากทรัพยากรอุดม บ้านเมืองเข้มแข็งรุ่งเรือง แต่ตัวเขาไม่รู้จักรักประชาชน ผู้มีปัญญาความสามารถทั้งหลายต่างคิดอยากได้ประมุขผู้ประเสริฐปรีชาท่านขุนพลเป็นเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ความกล้าหาญเสียสละและเกียติคุณอันน่าเชื่อถือขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน หากท่านยึดเก็งจิ๋วและเอ๊กจิ๋วสองมณฑลนี้ไว้ อาศัยชัยภูมิที่เข้าตียากตั้งมั่นอยู่ ผูกไมตรีกับชนชาติส่วนน้อยทางตะวันตกและใต้ จัดการปกครองภายในให้ดี หากสภาวการณ์ในแผ่นดินเปลี่ยนแปลง ค่อยให้แม่ทัพคนหนึ่งยกทัพออกจากเกงจิ๋ว ตีผ่านเมืองลำหยง (หนันหยาง) ไปถึงลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) ส่วนตัวท่านขุนพลยกทัพออกจากเอ๊กจิ๋วเข้าตีฉินชวน จะมีราษฎรคนไหนกล้าไม่ยินดีต้อนรับท่าน หากเป็นดังแผนนี้การปราดาภิเษกก็จะสำเร็จ อำนาจของราชวงศ์ฮั่นก็จะกลับฟื้นคืนมา

3. โลซกชายผู้ที่คิดแผนยุทธศาสตร์คล้ายหลงจงก่อนหน้าขงเบ้ง

   โลซก หรือ หลวี่ซู่ ( Lu Su ) ชื่อรอง จื่อจิ้ง ( Zizing ) เกิดปี ค.ศ. 172 เป็นชาวตงเฉิง เมืองหลินห้วย มณฑลชีจิ๋ว เมื่อวัยเยาว์เขาต้องสูญเสียบิดาไป จึงต้องอยู่ในการเลี้ยงดูของย่าแทน โลซกเติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ชอบการรำกระบี่ ขี่ม้า ยิงธนู รอบรู้ในกลอุบายเมื่อเติบใหญ่ได้ทำการค้าขายแล้วประสบความสำเร็จมั่งคั่งขึ้นไปอีก แต่โลซกก็มักช่วยเหลือจุนเจือผู้ยากไร้โดยไม่เสียดายอยู่เสมอ

   แผนยุทธศาสตร์ของโลซกที่ได้เสนอและพูดคุยกับซุนกวนนั้นมีชื่อว่า '' แผนยุทธศาสตร์สามขาค้ำกังตั๋ง '' โดยแผนยุทธศาสตร์นี้โลซกได้เสนอแก่ซุนกวนก่อนหน้าแผนยุทธศาสตร์หลงจงที่ขงเบ้งเสนอแก่เล่าปี่ซึ่งมีระยะห่างกันถึง 7 ปี โดยแผนยุทธศาสตร์ของโลซกนั้นมีความคล้ายคลึงกับแผนยุทธศาสตร์หลงจงของขงเบ้งมากๆแต่ก็มีความแตกต่างกันบ้างแต่ถึงกระนั้นพื้นฐานของแผนยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ก็มีความคล้ายคลึงกัน
   
   แผนยุทธศาสตร์ของโลซกที่ได้เสนอแก่วุนกวนมีเนื้อหาสำคัญ ดังนี้

   โลซกมีความเห็นว่า โจโฉอยู่ในฐานะผู้ควบคุมพระมหากษัตริย์อันได้เปรียบ ราชวงศ์ฮั่นไม่มีวันกลับฟื้นคืนสภาพเดิม อำนาจของโจโฉนั้นยังไม่สามารถล้มล้างได้ ความฝันที่จะรวมแผ่นดินของซุนกวนก็ยังไม่อาจเป็นจริง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือยึดครองกังตั๋ง รอจังหวะเหมาะ ฉวยโอกาสที่โจโฉรุกลงใต้ไม่หยุด รีบตีชิงเกงจิ๋วของเล่าเปียวหลังจากนั้นจึงค่อยตั้งตัวเป็นกษัตริย์แล้วค่อยๆ รวบรวมแผ่นดินไปทีละขั้น
   เราอาจจะสรุปได้ว่าแผนยุทธศาสตร์หลงจงของขงเบ้งนั้นขงเบ้งอาจจะไม่ใช่ผู้เสนอเป็นคนแรกเพราะโลซกได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ที่มีความคล้ายคลึงกับแผนยุทธศาสตร์ของขงเบ้งไว้ก่อนหน้านั้นซึ่งทิ้งระยะห่างถึง 7 ปีและอาจจะสรุปได้ว่าแผนยุทธศาสตร์ทั้งสองนั้นถึงจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันแต่เนื้อหาและพื้นฐานนั้นล้วนมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง

4. แผนยุทธศาสตร์หลงจงล้มเหลวเพราะอะไร

   สาเหตุที่ทำให้แผนยุทธสาสตร์หลงจงของขงเบ้งล้มเหลวนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกันซึ่งผู้เขียนสามารถแบ่งวิเคราะห์ได้ถึง 3 ปัจจัยหลักแห่งความล้มเหลวของแผนยุทธศาสตร์หลงจงไว้ ดังนี้

ปัจจัยที่ 1 เสียเมืองเกงจิ๋ว

   เมืองเกงจิ๋วได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพราะเมืองเกงจิ๋วนั้นอยุ่ตรงกลางของแผนที่โดยทางเหนือมีวุยก๊กของโจโฉทางใต้มีซุนกวน
เมืองเกงจิ๋วอยู่ในอาณาเขตสีฟ้า

   โดยเล่าปี่ก่อนที่จะได้เมืองเก่งจิ๋วนั้นตามแผนยุทธศาสตร์หลงจงแผนขั้นแรกก็คือการยึดครองเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่น เมืองเกงจิ๋วนั้นเป็นเมืองที่สามารถทำการยกทัพบุกขึ้นเหนือหรือลงมาตั้งรับก็ได้เพราะเป็นเมืองที่มียุทธสาสตร์ที่เหมาะสมในการทำการใหญ่แต่แล้วโชคก็ไม่อำนวยให้แก่เล่าปี่โดยภายหลังจากที่เล่าปี่ได้ตั้งตนเป็นใหญ่และสามารถยึดดินแดนเสฉวนจากเล่าเจี๊ยงได้และยึดฮันต๋งได้ความประมาทก็เข้ามาครอบงำจิตใจเล่าปี่อีกทั้งเมืองเกงจิ๋วกวนอูคือผู้เฝ้าเมืองความหยิ่งทรนงก็เข้ามาในจิตใจกวนอูจนทำให้กวนอูได้สร้างความบาดหมางให้กับซุนกวนจนนำมาซึ่งการเสียเมืองเกงจิ๋วให้แก่ซุนกวนอีกทั้งยังเสียหัวกวนอูไปในคราเดียวกันโชคซ้ำแรกผ่านไปไม่นานเล่าปี่โกรธจนยกทัพมหาศาลไปบุกง่อก๊กแต่กลับพ่ายแพ้ในศึกที่อิเหลงจนทำให้กองทัพธรรมของเล่าปี่นั้นเหลือแต่ชื่อในศึกครานั้นและก็ทำให้เสียทั้งทรัพยากรหลายๆอย่างไปอย่างมากมายและก็เสียคนเก่งไปมากเช่นกันอีกด้วย
   
   ดังนั้น เมืองเกงจิ๋วซึ่งถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์หลงจงเมื่อเสียไปแล้วแผนการอันล้ำเลิศนี้จึงถูกลดทอนโอกาสของความสำเร็จลงไปอย่างมหาศาลโดยยากที่จะได้เมืองเกงจิ๋วกลับคืนมาได้

ปัจจัยที่ 2 เสียบังทอง

   บังทองได้ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดคนที่เทียบเคียงกับขงเบ้งในยุคสามก๊กเลยก็ว่าได้เพราะความฉลาดของบังทองนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าขงเบ้งเลยด้วยซ้ำแต่อนิจจาบังทองได้ชื่อว่าเป็นยอดกุนซือที่อายุสั้นกลับสิ้นชีพในศึกสงครามระหว่างทางที่เล่าปี่กำลังยกทัพไปเพื่อยึดดินแดนเสฉวนและก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ขงเบ้งต้องกุมงานหนักน้อยใหญ่ไว้คนเดียวแต่ถ้าเรามองกลับกันถ้าบังทองยังมีชีวิตอยู่ด้วยแล้วไซร์การกระจายอำนาจในจ๊กก๊กก็อาจจะเกิดขึ้นและขงเบ้งก็อาจจะไม่อายุสั้นจนต้องมาล้มป่วยตายในศึกยกทัพขึ้นเหนือในการศึกที่ต้องเผชิญหน้ายอดคนอย่างสุมาอี้ก็เป็นได้

ปัจจัยที่ 3 ขงเบ้งดันทุรัง

   ในการยกทัพขึ้นเหนือของขงเบ้งที่ในการจะรวบรวมแผ่นดินนั้นผู้เขียนอาจจะเรียกว่าเป็นแผนการฆ่าตัวตายและดันทุรงที่สุดเพราะนอกจากเมืองเกงจิ๋วยังตกไปอยู่กับซุนกวนแล้วทั้งทรัพยากร กำลังทหารและปัจจัยอื่นๆก็ล้วนเป็นรองวุยก๊กทั้งสิ้นเมื่อมองภาพรวมแล้วแผนการยกทัพขึ้นเหนือนั้นนอกจากจะมีโอกาสสำเร็จที่น้อยแล้วจากความดันทุรังของขงเบ้งที่ต้องการยกทัพเพื่อสานต่ออุดมการในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นแล้วด้วยนั้นจึงเปรียบเสมือนกับระเบิดเวลาที่จะทำให้จ๊กก๊กนั้นต้องเป็นก๊กแรกที่มาล่มสลายลงในเวลาต่อมาเหตุเพราะว่าในการยกทัพขึ้นเหนือทั้ง 6 ครั้งนั้นจ๊กก๊กต้องเสียทรัพยากรต่างๆไปอย่างมหาศาลอีกทั้งยังเป็นการยกทัพไปบุกบ้านคนอื่นด้วยแล้วจึงยิ่งทำให้ฝ่ายวุยก๊กเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดตรงกันข้ามกับจ๊กก๊กที่ต้องคอยส่งเสบียงมาเสริมกองทัพอย่างสม่ำเสมออีกทั้งการส่งเสบียงนั้นก็ยังมามีปัญหาในเรื่องของความยากลำบากซ้ำเข้าไปอีกด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ก็พอจะสรุปภาพรวมได้ว่าแผนยุทธศาสตร์หลงจงแทบไม่มีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จได้เลย

แผ่นภาพการยกทัพของขงเบ้งบุกวุยก๊กทั้ง 6 ครั้ง

   5. ขงเบ้งยกทัพขึ้นเหนือทั้ง 6 ครั้ง
   ครั้งแรก เป้าหมายคือบุกไปทางเขากิสาน ให้ม้าเจ๊กตั้งค่ายไว้ที่เกเต๋ง โดนเตียวคับตีจนแตก แผนเลยพังหมด
   ครั้งที่ 2 บุกไปทางเมืองเฉิงซาน ปะทะกับเฮ็กเจียว ซึ่งกำลังค้นคว้าอยู่ว่า นี่เป็นเส้นทางใกล้เคียงกับที่อุยเอี๋ยนเคยเสนอไว้ตอนแรกหรือเปล่า
   ครั้งที่ 3 ขงเบ้งสั่งตันเซ็กให้บุกตีเมืองง่อตูและอั้นติงได้มา แล้วบัญชาทหารด้วยตนเองให้บุกอีกทางที่เจี้ยนเหว่ย จนกุยห้วยต้องถอยทัพ ที่จริงแล้วว่ากันว่าศึกนี้ขงเบ้งไม่ได้ออกจากแผ่นดินจ๊กก๊ก แต่วางแผนสั่งการระยะไกล จนโจยอยและคนของฝั่งวุยยำเกรงขงเบ้งมาก
   ครั้งที่ 4 รบกันต่อเนื่องจากครั้งก่อน รอบนี้ไม่ได้บุก แต่ขงเบ้งตั้งรับสุมาอี้กับโจจิ๋น ฝนตกหนักก่อนจึงล่าถอยกันไป (หลายคนนับรวมครั้งที่ 3-4 เป็นศึกเดียวกัน เพราะเป็นยุทธการต่อเนื่อง)
   ครั้งที่ 5 นี่คือศึกใหญ่ปะทะสุมาอี้ที่เขากิสานแบบเต็มรูปแบบ สองทัพ ปะทะกันรุนแรงมาก งัดกลศึกมาใช้กันอย่างหนัก ขงเบ้งยังนำรถโคยนต์มาใช้ครั้งแรก แต่ขงเบ้งก็ยังมีปัญหาเรื่องลำเลียงเสบียงระยะยาวจำต้องถอยกลับ และขงเบ้งดักสังหารเตียวคับได้ระหว่างถอยทัพ
   ครั้งที่ 6 ครั้งสุดท้าย ตั้งมั่นที่หวู่จ้าง หวังเปิดศึกระยะยาว แต่ขงเบ้งป่วยจนสิ้นใจไปก่อน

( อ้างอิง )
- โกวิท ตั้งตรงจิตร. ( 2557 ). สารานุกรมสามก๊ก. กรุงเทพ ฯ:พิมพ์คำ
- หลี่ฉวนจวินและคณะเขียน,ถาวร สิกขโกศล แปล.  ( 2556 ). 101 คำถามสามก๊ก. กรุงเทพมหานคร:มติชน
- ยศไกร ส.ตันสกุล. ( 2558 ). จดหมายเหตุสามก๊ก ตอน ยอดกุนซือง่อก๊ก. กรุงเทพฯ:แสงดาว
https://www.facebook.com/743332225726946/photos/a.751125558280946.1073741827.743332225726946/1481596491900512/?type=3&theater

   


เผยความอัจฉริยะจอมคนสุมาอี้


เผยความอัจฉริยะจอมคนสุมาอี้
  
ตระกูลโจ เล่า ซุน รบกันแทบตายสุดท้ายตระกูลสุม่าก็ได้ครองแผ่นดินคำๆนี้ถ้าใครที่เคยได้อ่านวรรณกรรมอย่างสามก๊กก็จะเข้าใจดีว่าในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นนั้นได้เกิดความยุ่งเหยิงราชวงศ์ฮั่นอ่อนแอขุนนางมามีอำนาจขุนพลแต่ละหัวเมืองตั้งตนเป็นใหญ่แย่งชิงอำนาจกันจากหลายหัวเมืองแย่งชิงดินแดนจนสุดท้ายก็มาเหลือเพียงแค่สามก๊กนั่น คือ จ๊กก๊ก วุยก๊กและง่อก๊กแต่วันนี้ผู้เขียนจะไม่ได้มาเล่าเรื่องราวของสามก๊กทั้งหมดแต่จะขอหยิบยกตัวละครที่มีชีวิตจริงในประวัติศาสตร์จีนซึ่งเป็นผู้ที่ได้วางรากฐานของราชวงศ์จิ้นไว้ตั้งแต่ต้นก่อนที่สุมาเอี๋ยนรุ่นลูกรุ่นหลานของสุมาอี้จะได้รวบรวมแผ่นดินจีนที่แตกแยจกออกเป็นสามก๊กและได้สถาปนาราชวงศ์จิ้นในเวลาต่อมาและในวันนี้ผู้เขียนจะมาเผนยถึงอัตชีวประวัติของสุมาอี้พร้อมเผยให้เห็นถึงความอัจฉริยะและกึ๋นกระโหลกเพรชของชายผู้นี้ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าได้เกิดมาเพื่อสยบมังกรหลับอย่างขงเบ้งและเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการสร้างอำนาจทางการเมืองในวุยก๊กผู้ที่สามารถตบตาจอมคนอย่างโจโฉได้

1.       อัตชีวประวัติของสุมาอี้
  
   จากชีวประวัติจากจดหมายเหตุสามก๊ก ‘’ ซานกว๋อจื้อ ‘’ ซึ่งประพันธ์และเรียบเรียงโดยเฉินโส่วได้กล่าวถึงชีวประวัติของสุมาอี้ หรือ ซือหม่ายี่ไว้ว่า สุมาอี้ หรือ ซือหม่ายี่มีชื่อรองว่า จ้งตะได้เกิดเมื่อปี ค.ศ.179 เป็นชาวเมืองเฮอไน มณฑลเหอหนาน เฉินโส่วได้บันทึกเรื่องราวของสุมาอี้ไว้ในจดหมายเหตุราชวงศ์จิ้นไว้  สุมาอี้เป็นบุตรชายคนรองของสุมาฮอง ผู้สืบทอดตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งเมืองเฮอน มีบุคลิกโดดเด่น แววตาคมดุจเหยี่ยว ท่วงท่าฉลาดปราดเปรียว ศรีษะสามารถเหลียวหลังสุดประดุจดั่งหมาป่ากำลังเหลียวหลัง
   สุมาอี้มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน พวกเขาได้รับยกย่องว่ามีสติปัญญาและความสามารถมาก โดยเรียกรวมกันว่า แปดสุมาผู้ยิ่งยง
2.       คมในฝักต้องสุมาอี้
   ในประเด็นนี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกเหตุการณ์ทั้งการเมืองภายในวังและการออกรบของสุมาอี้ว่าคมทางการเมืองของสุมาอี้นั้นได้ใช้ยุทธวิธีใดในการได้มาซึ่งการขยายอิทธิพลทางการเมืองในวุยก๊กและก็จะอธิบายถึงยุทธวิธีที่สุมาอี้สามารถเอาชนะการสึกกับขงเบ้งได้ในที่สุด

2.1   คมการเมืองสุมาอี้
   ในหัวข้อนี้จะขอหยิบยกหลังเหตุการณ์สิ้นสุดสงครามที่ผลสุดท้ายขงเบ้งต้องตายลงไปจากการกุมงานหนักและชัยชนะก็ตกมาที่สุมาอี้ชายผู้ที่อดทนนานหลังสิ้นสงครามครั้งนี้เหล่าขุนพลต่างๆรวมทั้งพระเจ้าโจยอยต่างให้ความเคารพนับถือสุมาอี้เป็นอย่างมากถึงขนานมอบกระบี่อาญาสิทิ์ให้เป็นแม่นมั่นนั่นก็เท่ากับว่าการควบคุมกองทัพและอำนาจก็ย่อมต้องตกไปอยู่ในมือสุมาอี้และหลังสงครามกับจ๊กก๊กอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงก็ต้องมาอยู่ที่สุมาอี้พระเจ้าโจยอยก็ไม่ต่างอะไรกับฮ่องเต้หุ่นเชิดในเวลาต่อมาและกลวิธีทางการเมืองของสุมาอี้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอำนาจของตระกูลตนเองออกไปนั้นการแต่งตั้งบุคคลในตระกูลตนเองและคนพรรคพวกของตนเองไปประจำในตำแหน่งสำคัญๆ นั้นคือวิธีการที่สุมาอี้ใช้และเมื่อเป็นเช่นนี้ระยะเวลาผ่านไปความเข้มแข็งของอิทิพลและอำนาจทางการเมืองของสุมาอี้ก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นและเป็นผลต่อรุ่นลูกรุ่นหลานไม่ว่าจะยุคสุมาเจียวและสุมาสูและมาถึงยุคของสุมาเอี๋ยนผู้ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนและสถาปนาราชวงศ์จิ้นได้ในที่สุด
   
   ( เกมส์การเมืองแกล้งป่วยของสุมาอี้ )
   
   โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้ แม้สุมาอี้จะถูกปลดเป็นเวลานานถึง 10 ปีแล้วแต่ก็ยังคงฝึกการต่อสู้และมีบารมีในกองทัพอยู่ โจซองก็ยังไม่ไม่ไว้ใจสุมาอี้อยู่จึงส่งคนไปจับตาดูแต่สุมาอี้ได้แกล้งป่วยอาการทรุดหนักทำให้โจซองตายใจไม่หวาดระแวงอะไร แต่ท้ายที่สุดก็ทำการรัฐประหารในเมืองลกเอี๋ยง โค่นอำนาจที่คุมกองทัพของตระกูลโจ ที่นำโดยโจซอง บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โจหยิน หมดสิ้น และเป็นตระกูลสุมาที่ได้ขึ้นมาครองอำนาจแทน

2.2   ความฉลาดทางด้านการทหารของสุมาอี้
   
   นอกจากสุมาอี้จะมีไหวพริบทางการเมืองที่ฉลาดหลักแหลมแล้วในทางการทหารก็มีไม้แพ้กันในประเด็นนี้จะหยิบยกศึกสงคราม 2 เหตุการณ์ที่แสดงถึงความอัจฉริยะของสุมาอี้มาอรรถาธิบายและวิเคราะห์ถึงวิธีการและยุทธิวิธีที่สุมาอี้ใช้ในการทำศึก

    2.2.1 สมาอี้กับศึกที่เกเต๋ง

   ในศึกครั้งนี้ม้าเจ๊กได้รับคำสั่งให้ไปปกป้องเกเต๋งแต่เสือตำราอย่างม้าเจ๊กหรือจะสู้จิ้งจอกเฒ่าผู้เจนจัดทั้งตำราและการปฏิบัติจริงม้าเจ๊กได้สั่งให้ทหารยึดที่สูงตามตำราพิชัยสงครามโดยขาดการประยุกต์ใช้โดยคิดว่าการศึกครั้งนี้ทัพจ๊กก๊กจะได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่าแต่ในการรบจริงหาได้เป็นอย่างนั้นไม่ทัพวุยไม่ยอมขยับทัพใดๆเพียงแต่ล้อมเชิงเขาไว้และยิงเกาทัณฑ์ขึ้นไปบนเขาเท่านั้นทหารของม้าเจ๊กล้มตายเป็นจำนวนมากและถอยทัพกลับขึ้นไปเป็นอย่างนี้อยู่ 10 กว่าครั้งส่วนทางด้านวุยก๊กก็ได้เพิ่มกำลังทหารล้อมเชิงเขาไว้มากยิ่งขึ้นสุมาอี้ได้ตัดแหล่งน้ำของจ๊กก๊กโดยไม่ปล่อยให้ทหารจ๊กก๊กลงมาตักน้ำส่วนฝ่ายทหารของจ๊กก๊กก็หุงหาอาหารไม่ได้และก็ทำให้กองทัพต้องวุ่นวายเพราะไม่มีอาหารจะกิน ผลสุดท้ายจากความวุ่นวายครั้งนี้เหล่าทหารจ๊กก๊กต่างทิ้งอาวุธแล้วหนีลงเขาไปยอมจำนน ผลสุดท้ายเมื่อม้าเจ๊กรู้ตัวว่าจะพ่ายแพ้ม้าเจ๊กจึงบุกทะลวงลงไปทางช่องเขาแล้วหนีเตลิดไปในท้ายที่สุดการศึกครั้งนี้สุมาอี้จึงเป็นฝ่ายได้ชัยชนะไปแบบง่ายดาย

   2.2.2 สุมาอี้กับการศึกกับขงเบ้ง ครั้งที่ 6
  
   ในการศึกครั้งนี้ขงเบ้งได้ยกทัพไปบุกวุยก๊กเป็นครั้งที่ 6 การศึกครั้งนี้สุมาอี้รู้ความคิดของขงเบ้งที่ว่าขงเบ้งจะต้องรีบจบศึกให้ไวที่สุดอันเนื่องจากเพราะการขาดแคลนเสบียงทีมีปัญหาในการขนส่งเสีบงจากแดนไกลการศึกครั้งนี้วุยก๊กได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เพราะรบในถิ่นตนเองและมีทรัพยากรต่างๆสนับสนุนเป็นจำนวนมากตรงกันข้ามทัพจ๊กก๊กที่นำโดยขงเบ้งกลับมีทรัพยากรต่างๆที่ด้อยกว่าและมีปัญหาทางด้านขนส่งเสบียงถึงแม้ในตอนท้ายขงเบ้งจะคิดค้นโคยนต์ขนส่งเสียงได้แต่ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆก็ยังเป็นรองวุยก๊กอยุ่มากการศึกครั้งนี้สุมาอี้ได้ใช้ยุทธวิธีการรบแบบยืดเยื้อ คือ ไม่ยอมออกรบตั้งทัพอยุ่แต่ในค่ายถึงแม้ว่าขงเบ้งจะส่งจดหมายไปเยาะเย้ยต่างๆนานๆหรือถึงขั้นส่งชุดผู้หยิงไปให้สุมาอี้ใส่แต่สุมาอี้ก็ข่มใจอดทนต่อการยั่วยุได้อย่างมั่นคงในท้ายที่สุดขงเบ้งก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้จนสุดท้ายต้องมาป่วยตายจากการกุมงานหนักมาทั้งชีวิตและก็ต้องจบชีวิตตนเองในการมาบุกวุยกีกเป็นครั้งที่ 6 นี้อย่างสงบ
   
   สรุป สุมาอี้จอมคนแห่งยุคสามก๊กนั้นเป็นบุคคลที่มีความอัจฉริยะทั้งในด้านการเมืองและการทหารเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นบุคคลที่วางรากบานให้ตระกูลสุม่าก่อนที่สุมาเอี๋ยนจะรวบรวมแผ่นดินจีนจนสถาปนาราชวงศ์จิ้นได้ในที่สุดเราอาจจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสุมาอี้คือผู้ชนะในสามก๊กที่แท้จริง

( อ้างอิง )

เสถียร  จันทิมาธร. ( 2557 ). วิถีแห่งอำนาจสุมาอี้. กรุงเทพมหานคร:มติชน.
ยศไกร ส.ตันสกุล. ( 2558 ). จดหมายเหตุสามก๊ก ตอน ยอดกุนซือวุยก๊ก. กรุงเทพฯ:แสงดาว
วิกิพีเดีย. ( 2560 ). สุมาอี้, 30 เม.ย. 2560. โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89

  

   

บทบาทของเตียวเสี้ยนในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

( บทบาทของเตียวเสี้ยนในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ )    มีข้อกังขามากมายเกี่ยวกับเตียวเสี้ยน 1 ในยอดหญิงงามแห่งประวัติศาสตร์จีนที่มีบทบ...